IMG BY : asocity-kanko
หากพูดถึงภูเขาไฟในญี่ปุ่น หลายคนคงนึกถึงภูเขาฟูจิเป็นอันดับแรก แต่ถ้าคุณอยากสัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแบบดั้งเดิม กลิ่นอายของควันกำมะถัน และทุ่งหญ้าที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา “ภูเขาไฟอาโสะ (Mt. Aso)” ในจังหวัดคุมาโมโตะ (Kumamoto) ภูมิภาคคิวชู คือสถานที่ที่คุณต้องลองมาเยือนสักครั้งในชีวิต! แต่เดี๋ยวก่อน… การเดินทางมาที่นี่มีจุดที่หลายคนมักพลาดและทำให้เสียเที่ยวได้ เพราะภูเขาไฟแห่งนี้ “ยังมีชีวิต” และอาจปิดไม่ให้เข้าชมบริเวณปากปล่องได้ทุกเมื่อ ในบทความนี้เราสรุปวิธีเดินทาง สิ่งที่น่าสนใจ และ “วิธีเช็คสถานะภูเขาไฟ” เอาไว้ให้แล้ว
สารบัญ
ทำความรู้จัก “ภูเขาไฟอาโสะ (Mt. Aso)” สัญลักษณ์แห่งเกาะคิวชู
IMG BY : asocity-kanko
ภูเขาไฟอาโสะตั้งอยู่ใจกลางเกาะคิวชู เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่มีแคลดีราหรือแอ่งภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางจนมีเมืองเล็ก ๆ และหมู่บ้านตั้งอยู่ภายในแอ่งนี้ได้เลย บริเวณใจกลางของอาโสะประกอบไปด้วยยอดเขาทั้ง 5 โดยยอดเขาที่นักท่องเที่ยวอย่างเราสามารถขึ้นไปชมความอลังการของปากปล่องที่มีควันพวยพุ่งได้ก็คือ ยอดเขานาคาดาเกะ (Nakadake) นั่นเอง
เช็คลิสต์ 3 จุดไฮไลท์ที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนอาโสะ
พื้นที่รอบภูเขาไฟอาโสะกว้างมาก แต่ถ้ามีเวลาจำกัด นี่คือ 3 พิกัดหลักที่ควรจะต้องแวะมาเก็บภาพและซึมซับบรรยากาศ
ปากปล่องภูเขาไฟนาคาดาเกะ (Nakadake Crater)
IMG BY : asocity-kanko
จุดนี้ถือเป็นไฮไลท์เบอร์หนึ่งของการเที่ยวอาโสะเลย! หากวันไหนที่ก๊าซภูเขาไฟอยู่ในระดับปลอดภัย คุณจะสามารถเดินเข้าไปชมปากปล่องได้อย่างใกล้ชิด ภาพของทะเลสาบสีฟ้าอมเขียวมรกตที่เดือดปุด ๆ ตัดกับพื้นหินภูเขาไฟสีเทาดำและควันสีขาวที่พวยพุ่งขึ้นมา เป็นภาพที่งดงามเป็นอย่างมาก
ทุ่งหญ้าคุสะเซ็นริ (Kusasenri ga hama)
IMG BY : kumamoto.guide
ห่างจากปากปล่องภูเขาไฟมาไม่ไกล คุณจะพบกับทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่สวยงาม ที่นี่คือ “คุสะเซนริ” ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนจะมีทุ่งหญ้าจะเป็นสีเขียวขจี มีม้าและวัวเดินกินหญ้าอย่างอิสระ คุณสามารถจ่ายเงินเพื่อทำกิจกรรมขี่ม้าชมวิวได้ด้วย ส่วนในฤดูหนาวทุ่งหญ้าแห่งนี้จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทองและอาจมีหิมะปกคลุม ซึ่งให้ความสวยงามไปอีกแบบ
พิพิธภัณฑ์ภูเขาไฟอาโสะ (Aso Volcano Museum)
IMG BY : asocity-kanko
ตั้งอยู่ตรงข้ามกับทุ่งหญ้าคุซะเซนริ หากคุณมาในวันที่ภูเขาไฟปิดไม่ให้ขึ้นไปชมปากปล่อง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือตัวตายตัวแทนที่ดีที่สุด เพราะด้านในมีการถ่ายทอดสดภาพจากกล้องที่ตั้งอยู่ปากปล่องให้ชมแบบ Real-time พร้อมนิทรรศการให้ความรู้เรื่องการเกิดภูเขาไฟ
วิธีการเดินทางไปภูเขาไฟอาโสะ
ปัจจุบันกระเช้าลอยฟ้า (Mt. Aso Ropeway) ถูกรื้อถอนถาวรไปแล้วเนื่องจากความเสียหายจากแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดในอดีต การขึ้นปากปล่องตอนนี้จะใช้ “รถบัส” หรือ “รถยนต์ส่วนตัว” เท่านั้น
ทางเลือกที่ 1: การเดินทางด้วยรถสาธารณะ (JR + รถบัส)
วิธีนี้เหมาะสำหรับคนมี JR Pass สามารถเริ่มต้นได้จากทั้งฟุกุโอกะ (Hakata) และ คุมาโมโต้ (Kumamoto)
- นั่งรถไฟไปสถานี Aso: จากสถานี JR Kumamoto ให้นั่งรถไฟมาลงที่สถานี JR Aso โดยใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง ขอแนะนำให้จองที่นั่งขบวนรถไฟนำเที่ยวสุดน่ารักอย่าง “Aso Boy!” ล่วงหน้า
- ต่อรถบัสไปที่ Aso Sanjo Terminal: จากหน้าสถานี JR Aso ให้นั่งรถบัสของ Sanko Bus ไปประมาณ 35 นาที และลงที่ป้ายสุดท้ายคือ Aso Sanjo Terminal
- การขึ้นสู่ขอบปากปล่อง (Nakadake Crater): เมื่อถึงอาคาร Aso Sanjo Terminal แล้ว จะมี 2 วิธีในการไปถึงปากปล่องคือ
1. นั่งรถบัสรับส่งพิเศษ (Aso Crater Shuttle) โดยใช้เวลาวิ่งขึ้นเขาเพียง 5 นาที
2. เดินเท้าตามเส้นทางที่ทำไว้อย่างดี โดยใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 30-45 นาที
ทางเลือกที่ 2: แนะนำการเช่ารถขับ (Road Trip)
การเช่ารถขับจากตัวเมืองคุมาโมโตะหรือฟุกุโอกะเป็นวิธีที่นิยมที่สุด และเราขอแนะนำอย่างยิ่ง! เพราะเส้นทางขับรถขึ้นอาโสะถือเป็นหนึ่งในถนนที่ขับสนุกและวิวสวยที่สุดในญี่ปุ่น คุณสามารถแวะจอดถ่ายรูปได้ตลอดทาง และสามารถขับรถขึ้นไปจ่ายค่าผ่านทาง (Toll road) เพื่อจอดรถที่ลานจอดข้างปากปล่องนาคาดาเกะได้เลย
เรื่องสำคัญที่ต้องรู้! วิธีเช็คสถานะภูเขาไฟก่อนเดินทาง
นี่คือจุดชี้ชะตาว่าคุณจะได้เห็นปากปล่องหรือไม่! เนื่องจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์หรือก๊าซกำมะถันเป็นอันตรายต่อระบบหายใจ โดยเฉพาะผู้มีโรคประจำตัว หอบหืด หรือเด็กเล็ก ทางการญี่ปุ่นจึงมีการมอนิเตอร์ทิศทางลมและปริมาณก๊าซตลอดเวลา
วิธีเช็คสถานะ
ก่อนเดินทางในตอนเช้า ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ศูนย์ป้องกันภัยพิบัติภูเขาไฟอาโสะ Aso Volcano Crater Information (https://www.aso-volcano.jp/) ซึ่งในเว็บไซต์จะแสดงไฟสัญญาณสีต่าง ๆ เช่น สีเขียว = ปลอดภัยเข้าชมได้ สีเหลือง/แดง/น้ำเงิน = ห้ามเข้าชมบางโซนหรือปิดปากปล่องทั้งหมด
Tips: แม้ปากปล่องจะปิด แต่คุณยังสามารถเดินทางไปเที่ยวทุ่งหญ้าคุซะเซนริและพิพิธภัณฑ์ได้ตามปกติ
แนะนำแผนเที่ยวอาโสะแบบ 1 Day Trip
หากคุณเช่ารถขับ นี่คือแผนการเดินทางที่ลงตัวและไม่เหนื่อยจนเกินไป
- 09:00 น. ออกเดินทางจากตัวเมือง Kumamoto ขับรถขึ้นเขาชมวิว
- 10:30 น. แวะทุ่งหญ้าคุสะเซนริ (Kusasenri) ถ่ายรูปหรือลองขี่ม้า
- 11:30 น. ขับรถขึ้นไปชมปากปล่องภูเขาไฟนาคาดาเกะ เพื่อเช็คสถานะก๊าซล่วงหน้า
- 13:00 น. ลงมาที่ตัวเมืองอาโสะ แวะทานมื้อเที่ยงที่ห้ามพลาดคือ ข้าวหน้าเนื้อวัวอะกะอุชิ (Aka Ushi Don) เนื้อวัววากิวขนแดงสายพันธุ์ท้องถิ่นที่เนื้อนุ่ม ละลายในปาก และไขมันน้อยกว่าวากิวทั่วไป
- 15:00 น. แวะศาลเจ้าอาโสะ (Aso Shrine) ศาลเจ้าเก่าแก่ที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม
- 16:30 น. เดินทางกลับ หรือมุ่งหน้าไปแช่ออนเซ็นต่อที่เมืองคุโรคาวะออนเซ็น (Kurokawa Onsen)
ภูเขาไฟอาโสะ (Mt. Aso) เป็นจุดหมายที่ตอบโจทย์คนที่รักธรรมชาติ รักการถ่ายรูป และหลงใหลในการขับรถเที่ยว ความยิ่งใหญ่ของปากปล่องที่พ่นควันตลอดเวลาจะทำให้คุณรู้สึกถึงพลังของธรรมชาติ หากมีแพลนมาเที่ยวภูมิภาคคิวชู อย่าลืมเผื่อเวลาให้กับที่นี่อย่างน้อย 1 วันเต็ม รับรองว่ารูปที่ได้กลับไปจะสวยจนเพื่อน ๆ ต้องทักมาถามพิกัดแน่นอน!
FAQ (คำถามที่พบบ่อย)
Q: ไปเที่ยวภูเขาไฟอาโสะฤดูไหนสวยที่สุด?
A: สวยคนละแบบ ในช่วงฤดูร้อน (มิถุนายน -สิงหาคม) จะมีหญ้าจะเขียวขจีสดใส ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี (พฤศจิกายน) อากาศเย็นสบายและมีใบไม้เปลี่ยนสีแซมตามภูเขา ส่วนฤดูหนาว (ธันวาคม – กุมภาพันธ์) จะได้วิวที่ดูเงียบสงบ บางวันมีหิมะคลุม สวยแปลกตาไปอีกแบบ
Q: คนเป็นโรคหอบหืดสามารถไปเที่ยวได้ไหม?
A: บริเวณทุ่งหญ้าคุสะเซนริสามารถเที่ยวได้ตามปกติ แต่ไม่แนะนำให้ขึ้นไปบริเวณปากปล่องภูเขาไฟนาคาดาเกะ เพราะก๊าซกำมะถันอาจกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืดรุนแรงได้
Q: สามารถใช้ JR Northern Kyushu Pass นั่งรถไฟมาได้ไหม?
A: สามารถใช้งานได้ Pass นี้จะครอบคลุมเส้นทางรถไฟจาก JR Hakata หรือ JR Kumamoto มาจนถึงสถานี JR Aso เลย แต่ต้องจ่ายค่ารถบัสเพื่อขึ้นภูเขาไฟแยกต่างหาก




